สัมภาษณ์พิเศษ ‘พันศักดิ์ วิญญรัตน์’
posted on 13 Dec 2008 12:04 by rbusoskedit @ 13 Dec 2008 12:11:10 by rbusosk
edit @ 13 Dec 2008 12:11:10 by rbusosk

|

edit @ 3 Oct 2008 10:50:18 by rbusosk
edit @ 3 Oct 2008 15:59:14 by rbusosk
เห็นด้วยกับคุณ tong053 ครับ: เชื่อว่าคงจะไม่ใช่ SMP kernel แต่น่าจะเป็น concept ที่นำมาจาก tiled DSP เหมือน picochip เหมือน Cell-BE เหมือน GeForge 8800 มากกว่าครับ เพราะ SMP กิน external memory bandwidth สูงทำให้ไม่สามารถ scale ไปถึง 80 core ได้แม้จำนวน core ใน kernel เป็นเพียง sysgen parameter ผมอยากเดาผิด-จะสะใจมากหากมี 80-core SMP จริงๆ ในปัจจุบัน speed-up เริ่มไม่คุ้มหลังจาก 8-core (16-core มีคนทำ แต่เรามักไม่ค่อยเห็นแบบ 32-core หรือเกินกว่านั้น-แต่ก็มีเหมือนกัน ซึ่งมักจะแยก memory bus ทำให้แพงหนักเข้าไปอีก)
แม้ L1 cache จะเร็วมาก แต่การเชื่อมต่อกับภายนอกก็ยังจะเป็นคอขวดอยู่ดี ดังนั้นหากจะได้ผลการคำนวณเร็วๆ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงถ่ายข้อมูลเข้าออก cache โดยจัดการคำนวณเป็น pipeline ขอ compiler เก่งๆมาจัด pipeline ให้ดี ก็จะได้ผลการคำนวณสูงมาก ผลการคำนวณของ stage หนึ่ง ยังอยู่ใน L1 cache และเป็น input ของ stage ต่อไป
ที่มา - เจาะลึกชิป 80 คอร์ Terascale
ในยุคที่อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบแฟลช (ทัมบ์ไดรฟ์, เมมโมรี่การ์ด) และอุปกรณ์เชื่อมต่อยูเอสบี (เครื่องเล่นเอ็มพี 3) เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและถูกนำไปใช้เป็นสะพานเชื่อมต่อข้อมูลดิจิตอลจาก บุคคลหนึ่งไปอีกบุคคลหนึ่ง
ปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือการ "สำส่อน"
ของอุปกรณ์ที่ผู้ใช้มักจะนำเจ้าพวกนี้ไปจิ้มกับเครื่องคอมพิวเตอร์มากหน้า
หลายตา บางตัวรู้จัก บางตัวไม่รู้จัก
และส่วนใหญ่ดำเนินการด้วยความไม่ระวัง
ซึ่งสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ที่ตามมาจากพฤติกรรมดังกล่าวก็คือ
"การติดเชื้อไวรัสคอมพิวเตอร์"
ต้องยอมรับว่า การแพร่หลายของอุปกรณ์ดังกล่าวนี้เอง
ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของแฟลชเมมโมรี่ที่มีอยู่ส่งไวรัส
เข้าแทรกแซง เพื่อแพร่กระจายไวรัสไปยังที่ต่างๆ
จนในที่สุดถึงขณะนี้เจ้าแฟลชเมมโมรี่ได้กลายเป็นพาหะอันดับหนึ่ง
ที่นำเชื้อไวรัสไประบาดทำลายระบบคอมพิวเตอร์มากที่สุด
โดยหากให้สุ่มถามผู้ใช้คอมพิวเตอร์เชื่อว่ากว่า ร้อยละ 90 ของคนเหล่านี้
จะต้องมีประสบการณ์ที่แฟลชไดรฟ์ของตัวเองนำไวรัสที่ไม่พึงประสงค์แฝงตัวเข้า
มาติดในเครื่องที่ใช้ด้วย
ทั้งนี้ ในปัจจุบันไวรัสที่มาพร้อมกับอุปกรณ์เชื่อมต่อยูเอสบี
มักจะเป็นไวรัสที่โปรแกรมจัดการไวรัสตรวจสอบไม่พบและเมื่อไวรัสเข้ามาติดใน
เครื่องแล้ว นอกจากทำลายระบบปฏิบัติของเครื่องให้ง่อยเปรี้ยเสียขาแล้ว
บางครั้งมันยังเข้ามาควบคุมเครื่องเรา (บ็อตเน็ต)
และถูกนำไปใช้ในทางที่มิชอบอย่างอื่น
ตามบัญชาของผู้ที่เขียนไวรัสเหล่านี้ขึ้นมา
ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์
จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ยูเอสบีเหล่านี้อีก
จึงจะขอแนะนำวิธีการป้องกันตัวง่ายๆ
โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาโปรแกรมฆ่าไวรัสให้เสียเวลา
เพียงแค่ใส่ใจและระมัดระวังมันซักนิด
เครื่องของคุณก็จะห่างไกลจากไวรัสที่แสนจะอันตราย
ที่จะทำให้คุณทั้งเสียเวลาและเสียเงินไปโดยเหตุที่ไม่ควรจะเสีย
ก่อนอื่นต้องเข้าใจกันก่อนว่า โดยปกติไวรัสที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ USB
และแฟลชเมมโมรี่นั้น ไม่สามารถที่รันโปรแกรมได้ด้วยตัวเอง
ขณะเสียบแฟรชไดรฟ์กับเครื่องคอมฯ ได้
แต่สาเหตุที่ติดก็เพราะความอัจฉริยะของวินโดวน์ที่รองรับระบบ Plug and
Play ซึ่งพร้อมที่ทำการ Autorun ทุกอุปกรณ์ที่เข้ามาติดต่อตัวเครื่องคอมฯ
ซึ่งตัวนี้เป็นจุดอ่อนที่ผู้เขียนไวรัสนำมันมาใช้เป็นตัวเปิดโปรแกรม
นั้นก็คือไฟล์ที่ชื่อว่า Autorun.inf ดังนั้น
เพียงแค่เสียบอุปกรณ์เข้าไปและเครื่องทำการออโตรันอุปกรณ์ก็ติดแล้ว
และวิธีอีกประการหนึ่งที่ทำให้เราติดไวรัสก็คือ
การดับเบิลคลิกไปที่โฟลเดอร์ไวรัส ซึ่งพักหลังๆ
จะเห็นว่าผู้พัฒนาไวรัสแยบบลมากขึ้น
โดยสั่งการให้ไวรัสทำการก๊อบปี้ตัวเองเป็นไฟล์หรือโฟลเดอร์งานของเรา
และหลอกเราให้ไปดับเบิลคลิกที่งานชื่อนั้น
ซึ่งหากคลิกไปแล้วเจ้าไวรัสตัวร้ายก็จะมุ่งเข้ามาในระบบคอมพิวเตอร์ของเรา
ทันที
เมื่อทราบถึงปัญหาแล้วก็จะพบว่าเจ้า Autorun
เป็นตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด
ซึ่งสามารถชี้ขาดชะตาของเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้เลย ซึ่งหากเปรียบ
Autorun เป็นนายด่านเราก็ต้องสั่งการให้นายด่านคนนี้
จะต้องทำการสกรีนทุกสิ่งทุกอย่าง
ก่อนที่จะปล่อยสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่เมืองของเรา
นั่นก็หมายถึงผู้ใช้หรือเจ้าเมืองจะต้องทำการหยุดการ Autoplay การทำงานของ
Autorun ก่อน ทั้งนี้เพื่อบล็อกสิ่งแปลกปลอมที่อาจจะแฝงเข้ามา
สำหรับวิธีการหยุด Auto play ก็เริ่มจาก 1.ไปที่ Start > Run
แล้วพิมพ์ว่า gpedit.msc กด OK ก็จะได้หน้าต่าง Group Policy ขึ้นมา
2.จากหน้าต่าง Group Policy ก็ให้เข้าไปตามเส้นทางนี้ User Configuration
> Administrative Templates > System
3.จากนั้นจะปรากฏข้อความที่หน้าต่าง ให้เราเลือกดับเบิลคลิกคำว่า Turn off
Autoplay และ 4.ในหน้าต่างให้ใส่ดังนี้ 4.1 ตรง Option Button เลือกเป็น
Enable 4.2 ใน list Box ให้เลือกเป็น All Drive เสร็จแล้วกด Apply และ OK
เท่านี้ก็สามารถหยุดการรันคำสั่งเรียกไวรัสได้แล้ว
แต่ถึงขั้นนี้อย่าเพิ่งชะล่าใจ
เพราะหากไวรัสมันยังอยู่ในอุปกรณ์มันก็ยังเป็นอันตรายอยู่
โดยไฟล์ของไวรัสเหล่านี้มันมักจะซ่อนอยู่ โดยปกติจะมองไม่เห็น
แต่หากอยากจะเห็นก็จะต้องแก้ไขตามนี้ คือ 1.ไปที่ start > Control
Panel > Folder Option 2.ที่หัวข้อ Hidden Files and Folders
ให้เลือกเป็น "show all hidden files and folders" 3.ติ๊กถูกที่ "Display
the contents of system Folders"
4.ติ๊กเอาเครื่องหมายถูกตรง "Hide extensions for know file types" ออก
5.ติ๊กเอาเครื่องหมายถูกตรง "Hide protected operating system files
(Recommended)" ออก แค่นี้เราก็สามารถหาตัวเจ้าไวรัสที่ซ่อนอยู่
ซึ่งการตรวจพบก็ง่ายมากเพียงไปที่อุปกรณ์ที่เราจะเลือก
จากนั้นแค่เพียงคลิกขวาและเลือก Explore แทนที่จะใช้ดับเบิลคลิกที่ไดรฟ์
ซึ่งวีธีการนี้เป็นการหนี autorun ที่ใช้ดับเบิลคลิกได้
จากนั้นก็จะเห็นไฟล์และโฟลเดอร์จางๆ ซึ่งหากเลือกดูในมุมมอง details พบว่า
เจ้าตัวที่จางๆ มีสถานะเป็น application ก็จัดการลบได้เลย โดยการกด
Shift+Delete เท่านี้ก็เรียบร้อย
อย่างไรก็ดีหากลบหมดแล้ว
เพื่อความสบายใจจะฟอร์แมตตัวแฟลชไดรฟ์ใหม่ก็ไม่มีใครว่า
และคราวหลังหากต้องนำอุปกรณ์ต่อเชื่อมแบบยูเอสบีมาใช้อีก
ก็ขอแค่อย่าลืมตัวดับเบิลคลิกและให้หันมาใช้คลิกขวา เลือก Explore
แทนวิธีการนี้จะปลอดภัยกว่า ซึ่งหากปฏิบัติตามขั้นตอนที่ให้มานี้
เชื่อว่าจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคอมพิวเตอร์ของคุณเป็นอย่างดี.
ที่มา - blue-first.com
เจอ presentation อันนี้มาครับ >> 8 hours of battery life on your lap(top) เลยสรุปให้ดูกัน
รายการอุปกรณ์ที่กินไฟในเครื่อง เรียงจากมากไปน้อยนะครับ กับแนวทางปรับปรุงเพื่อให้ใช้แบตได้นานสุด
1.จอ : ถ้าไม่จำเป็นให้หรี่ให้ต่ำสุดที่ใช้งานได้ครับ, ถ้าซื้อใหม่ก็เลือกจอขนาดเล็กไว้ก่อน
2.USB : ไม่เสียบอุปกรณ์ถ้าไม่จำเป็น ใช้ trackpoint แทน mouse ด้วย
3.HDD : เพิ่ม RAM เพื่อลด swap activities
4.Wifi : ปิดเมื่อไม่ใช้
5.Video : ลด res & color depth (ผมว่าอย่าดีกว่า ~.~)
6.LAN : ไม่เสียบสายเมื่อไม่ใช้
7.Sound : disable sound driver เมื่อไม่ใช้ (ผมว่าอย่าดีกว่า ~.~)
8.Thermal
: ใช้ TPfancontrol เพื่อควบคุมพัดลมให้เหมาะสม ของผมใช้โปรแกรม Notebook
Hardware Control กำหนด Vcore ของ CPU ให้ต่ำกว่า spec
เพื่อลดความร้อนด้วยครับ ^^)v
หลักๆคงจะมีเท่านี้ นอกนั้นจะเป็นเรื่องของ software แล้วละครับที่ว่ากิน CPU หรือใช้ HDD เยอะแค่ไหน
ลอง
ดูเป็นไอเดียครับ เผื่อจะใช้แบตได้นาน 8 ชม.อย่างเจ้า X series มั่ง
จะได้ไม่ต้องคอยหิ้ว adapter มองหาปลั๊กเวลาใช้นอกสถานที่ แต่ขนาด T42
ผมสุดๆจริงๆก็ยังได้ 6 ชม.กว่าเชียวนา หุหุ
ที่มา - thaithinkpad.com
ในบทความ 3 ปีกับประสบการณ์ที่ได้จากการทำ Blognone ผมเขียนไว้ว่าวิสัยทัศน์ของ Blognone มีสามอย่าง
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปี ผมคิดว่าได้เวลากลับมาทบทวนเป้าหมายนี้อีกครั้ง และถึงเวลาที่เราต้องกลับมาใคร่ครวญวิสัยทัศน์ข้อสุดท้ายอย่างจริงจังกัน เสียที
ผมคิดว่าคงไม่มีคนอ่าน Blognone คนไหนที่ไม่อยากเห็นอุตสาหกรรมไอทีพัฒนา ก้าวไกล และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ แน่นอนว่าปัญหาของอุตสาหกรรมไอทีไทยมีมากมาย แต่เรื่องที่น่าเศร้าคือเรามักเห็นโซลูชันดังต่อไปนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่เสมอ
ที่ผมบอกว่าน่าเศร้าไม่ใช่ว่าเรามองไม่เห็นปัญหาหรือทางแก้ แต่ว่าทางแก้ที่พวกเรามักพูดถึงกัน ไม่มีทางไหนเลยที่เราคิดจะแก้ไขกันด้วยตัวเอง มีแต่รอความหวังลมๆ แล้งๆ จากกระทรวงไอซีที กระทรวงการศึกษา นักการเมือง (ที่พวกเราบอกว่าห่วย) ทั้งนั้น
ผมเคยคิดแบบเดียวกันนี้ และเคยเข้าไปมีส่วนร่วมในหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบปัญหาเหล่านี้ตรงๆ ประสบการณ์การทำงานในหน่วยงานรัฐสอนผมให้รู้ซึ้งว่า อย่าคิดพึ่งพาหน่วยงานรัฐเลย มันไม่ได้ผลและไม่มีวันได้ผล (ด้วยปัญหาและข้อจำกัดของหน่วยงานรัฐที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว) ถ้าอยากได้อะไร มีทางเดียวเท่านั้นคือต้องทำเอง
ดังนั้นเพื่อค้นหาทางออกของอุตสาหกรรมไอทีไทย และสร้างค่านิยม “อยากได้ต้องทำเอง” ให้แพร่หลาย ผมจึงขอชักชวนผู้อ่าน Blognone ทุกท่าน ร่วมเสนอไอเดียที่ทำได้จริงในทางปฏิบัติ และถกกันว่าข้อดีข้อเสีย อุปสรรคและทางแก้ไขของแต่ละไอเดียเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นก้าวแรกของการปฏิรูปอุตสาหกรรมไอทีที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวของเรา เอง
ผมเชื่อว่าด้วยความหลากหลายและความเชี่ยวชาญของชุมชน Blognone การแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย
(อ่าน Ask Blognone ตอนเก่า: ถ้าคุณได้เป็นรัฐมนตรี ICT….. และ ระบบโครงสร้างไอทีแห่งชาติ ถนนสู่อนาคตเทคโนโลยีไทย ประกอบ)
อ่าน Comment - Comment
ที่มา - Blognone
edit @ 30 Jul 2008 11:03:53 by rbusosk
ผลสำรวจรายได้ของชาวไอทีภายในภูมิภาคเอเชียโดย ZDNet Asia ปี 2008 พบว่างานทางด้านไอทียังคงมีรายได้ที่สูงอย่างต่อเนื่อง โดยหากวัดจากรายได้ต่อปีแล้ว ฮ่องกงยังคงเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยสิงคโปร์, ไทย, มาเลเซีย, อินเดีย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียตามลำดับ (ไม่มีเวียดนามแฮะ)
โดยธุรกิจที่มีอัตราจ้างงานสูงสุดคือ การธนาคาร การเงิน สื่อสารและบริษัทไอทีโดยตรง ที่น่าสนใจคือจากผลวิจัยพบว่า ผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า 5 ปีขึ้นไปจะมีรายได้ห่างจากเด็กที่จบใหม่กว่าเท่าตัว ซึ่งมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆมา นั่นอาจเป็นเพราะเด็กที่จบใหม่ในเมืองไทยยังไม่สามารถทำงานได้ทันที จะต้องผ่านการเทรนอีกพอสมควร รวมทั้ง certified ต่างๆเริ่มมีผลในการเลือกพนักงานเข้าทำงานมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สถิติอื่นๆที่น่าสนใจเฉพาะในเมืองไทย
โดยรวม รายได้ของชาวไอทีในเมืองไทยในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียงน้อยนิด โดยคาดว่ามีผลกระทบมาจากเศรษฐกิจ การเมือง การเข้ามาลงทุนจากบริษัทต่างชาติ รวมทั้งความต้องการจ้างงานที่ลดลง
ที่มา - IT Employment Trends 2008 : ZDNet Asia
จาก - blognone.com
คุณ Kirk Allen แนะนำไว้ครับ
edit @ 30 Jun 2008 13:16:01 by rbusosk