วิธีติดตั้ง Android SDK และ AVD

posted on 14 Nov 2010 16:44 by rbusosk

วิธีนี้จะเป็นวิธีติดตั้ง Android SDK

ใช้ร่วมกับโปรแกรมสำหรับพัฒนา Eclipse

 

ขั้นตอนติดตั้ง AVD ตามนี้น้ะครับ 

ขั้นที่ 1.ติดตั้ง Java SDK ก่อนโหลดจากที่นี้ Java SDK และเลือก OS ทีน้องจะติดตั้ง เลือกเป็น "Windows".

2.ติดตั้ง Eclipse โหลดได้จากลิ้งค์นี้ Eclipse for Windows 32bit

3.ติดตั้ง Android SDK ที่นี้ download Android SDK

 

ขั้นตอนต่อไปคือการเซทอัพ Android SDK เพื่อใช้งานร่วมกับ Eclipse

1. Extract file Android SDK และดับเบิลคลิกไฟล์ติดตั้ง "SDK Manager.exe"

2. จะปรากฎหน้าจอติดตั้ง เมนูทางซ้ายมือให้เลือก Available Packages

และทางขวามือให้ทำเครื่องหมายถูกที่ตัว Emulator ที่ต้องการจะติดตั้ง

3. กดปุ่ม Install Selected จะใช้เวลาโหลดนานหน่อย

4. พอโหลดเสร็จขึ้นข้อความว่า Done,... แล้วกดออกจากโปแกรม

 

5. เปิดโปรแกรม Eclipse และเลือกเมนู Help -> Install New Software

6. กดปุ่ม Add พิมพ์ Name ว่า "Android Plugin" ในช่อง Location ใส่ลิงค์

"https://dl-ssl.google.com/android/eclipse/" และกดปุ่ม OK

7. ทำเครื่องหมายถูกและกด Next กด Next อีกครั้ง และเลือก "I accept the terms of license agreements"

8. กดปุ่ม Finish และรอโหลดข้อมูลจนติดตั้ง Plug-in เรียบร้อย restart โปแกรม Eclipse

9. เปิดโปรแกรม Eclipse เลือกเมนู Window --> Preferences

10. ที่หน้า Preferences ทางซ้ายมือเลือก Android และ

กดปุ่ม Browse ไปหาพาร์ทโฟล์เดอร์ของ Android SDK ที่เรา extract ไว้ และกด OK

 

ขั้นตอนต่อไปเป็นขั้นตอนเขียนโปรแกรม Hello World

1. โปรแกรม Eclipse เลือกเมนู Windows --> Android SDK and AVD Manager

2. กดปุ่ม New ในช่อง Name ใส่ชื่อ AVD2.2 แล้วเลือก Target เป็น Emulator ที่เราต้องการ

3. เลือกเมนู  File --> New --> Project และเลือก Android --> Android Project

4. ใสชื่อ โปรแกรม และเลือกเป็น Create project from existing samples และเลือก Emulator และกด Finish

5. แก้ไขโค้ด โดยไปที่ ไฟล์ ApiDemos.java

6. ในบรรทัดที่ 5 เพิ่มโค้ด import android.widget.TextView; (วิธีโชว์เลขบรรทัด ดูภาคผนวกด้านล่าง)

7.เลือกไปที่บรรทัดที่ 12 ใส่ comment (ใส่เครื่องหมาย "//")

8. เคาะ Enter หนึ่งที ในตำแหน่งบรรทัดที่ 13 ใส่โคดดังนี้

TextView tv = new TextView (this);

tv.setText ("Hello, Android");

setContentView(tv);

 

8. ทดสอบการรัน โดยคลิกขวาที่โปรแกรมที่เราสร้างขึ้น เลือก Run As --> Android Application.

9. จะแสดงข้อความ Andriod และมี _ กระพริบ ให้รอสักครู่จนกว่าจะเข้าหน้า Home screen

10. เมื่อสามารถเข้าหน้า Home ได้แล้ว กดเมนู และเลือกโปรแกรมที่ชื่อ ApiDemos

 

ยังมีตัวอย่างโคดอื่นๆอีกน้ะ ลอง implement ดูครับ

Developer Android Tutorial

 

 

ภาคผนวก A วิธีโชว์เลขบรรทัด

1. เลือกเมนู Window --> Preferenecs เลือก General --> Editors --> Text Editors

2. ทำเครื่องหมายหน้า Show line numbers กดปุ่ม OK

 


สัมภาษณ์พิเศษ ‘พันศักดิ์ วิญญรัตน์’ : คุณทักษิณไปแล้ว What do you do next?

edit @ 13 Dec 2008 12:11:10 by rbusosk

Mumbai under attack

posted on 13 Dec 2008 11:37 by rbusosk

Mumbai under attack

edit @ 13 Dec 2008 11:46:04 by rbusosk

edit @ 13 Dec 2008 12:12:21 by rbusosk

    ****ดู ดู๊ ดู ดูเธอทำ
    ทำไมถึงทำชูวิทย์ได้

    อะพอเข้ารายการก็ยังดีอยู่
    อยู่ดีๆอยู่ๆก็มาถามทำไม
    มาถามกันอยูได้ ก็ไอ้ข้อด้อย
    รู้งี้ เดี๋ยวก็สอยแบบทันทีทันได้

    เท่านั้นยังไม่พอก็จะต่ออีก
    พอจะหลบจะหลีกมันก็กันไว้

    พอเริ่มมีอาการมันก็ซักถี่
    ตกลงตรูมาที่นี่ เป็นผู้ต้องหารึงัย

    ****ดู ดู๊ ดู ดูเธอทำ
    ทำไมถึงทำชูวิทย์ได้

    พอมาช่วงสุดท้าย ก็เริ่มเอาใหญ่
    อะถามตรูอยู่ได้ เรื่องไอ้ป้ายโฆษณา
    เจตนาตรูอย่างไรมันก็แล้วแต่
    ตรูไม่ตอบอยากจะแส่หาเรื่องทำไม

    พอไม่ได้คำตอบ มันก็ลอบกัด
    เอ้า เมื่อกี้ก่อนจัด พูดกันว่ายังงัย
    ซ้ำให้ร้ายตัวตรู ออกทางทีวี
    เอ๊ะ หน้ากล้องยังงี้ หลังกล้องยังงัย


    ****ดู ดู๊ ดู ดูเธอทำ
    ทำไมถึงทำชูวิทย์ได้
      
      พอมันปิดรายการมันไม่ลาตรู
    เอ๊ะตรูอยู่ ที่ใหน รึว่ายังงัย
    ซ้ำยังถอดไมค์วาง แล้วก็เดินหนี
    เร่งเดินเร่งรี่ ไปยังแห่งใด
    พอตรูเดินตาม ก็หันเร็วรี่
    เมื่อกี้ ผมไม่ได้ให้ร้ายพี่ ตามมาทำไม
    เอ้าไอ้น้อง พูดยังงี้ มันก็มีเรื่อง
    ไม่ได้โกรธได้เคือง จะพูดทำมัย

    ****ดู ดู๊ ดู ดูเธอทำ
    ทำไมถึงทำชูวิทย์ได้
     
     พอได้ยินก็เลยปรี๊ดแบบเกินห้าม
    จัดอารมณ์ให้ตามด้วยมวยไทย
    ปล่อยหมัดซ้าย ฟันศอกเข้าซอกหู
    เอาให้นิ่ง จับให้อยู่คามือไป
    พอล้มลง ก็กระทืบเข้าตรงบ่า
    แถมกระทืบหน้าขาซ้ำหน่อยประไร


    พอมาถึงตอนนี้ พอจะคิดได้
    เวลาย้อนไม่ได้ ก็ยังเสียดาย
    ก็ถ้ามันย้อนได้ ก็คงดูดี
    กระทืบปากสักสองที เอาให้ดิ้นตาย

    ****ดู ดู๊ ดู ดูเธอทำ
    ทำไมถึงทำชูวิทย์ได้
 

 

 

edit @ 3 Oct 2008 10:50:18 by rbusosk

edit @ 3 Oct 2008 15:59:14 by rbusosk

เห็นด้วยกับคุณ tong053 ครับ: เชื่อว่าคงจะไม่ใช่ SMP kernel แต่น่าจะเป็น concept ที่นำมาจาก tiled DSP เหมือน picochip เหมือน Cell-BE เหมือน GeForge 8800 มากกว่าครับ เพราะ SMP กิน external memory bandwidth สูงทำให้ไม่สามารถ scale ไปถึง 80 core ได้แม้จำนวน core ใน kernel เป็นเพียง sysgen parameter ผมอยากเดาผิด-จะสะใจมากหากมี 80-core SMP จริงๆ ในปัจจุบัน speed-up เริ่มไม่คุ้มหลังจาก 8-core (16-core มีคนทำ แต่เรามักไม่ค่อยเห็นแบบ 32-core หรือเกินกว่านั้น-แต่ก็มีเหมือนกัน ซึ่งมักจะแยก memory bus ทำให้แพงหนักเข้าไปอีก)

แม้ L1 cache จะเร็วมาก แต่การเชื่อมต่อกับภายนอกก็ยังจะเป็นคอขวดอยู่ดี ดังนั้นหากจะได้ผลการคำนวณเร็วๆ ก็ควรจะหลีกเลี่ยงถ่ายข้อมูลเข้าออก cache โดยจัดการคำนวณเป็น pipeline ขอ compiler เก่งๆมาจัด pipeline ให้ดี ก็จะได้ผลการคำนวณสูงมาก ผลการคำนวณของ stage หนึ่ง ยังอยู่ใน L1 cache และเป็น input ของ stage ต่อไป

 ที่มา - เจาะลึกชิป 80 คอร์ Terascale

ป้องกันภัยจากอุปกรณ์ USB

posted on 30 Jul 2008 16:19 by rbusosk  in Link

ในยุคที่อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบแฟลช (ทัมบ์ไดรฟ์, เมมโมรี่การ์ด) และอุปกรณ์เชื่อมต่อยูเอสบี (เครื่องเล่นเอ็มพี 3) เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและถูกนำไปใช้เป็นสะพานเชื่อมต่อข้อมูลดิจิตอลจาก บุคคลหนึ่งไปอีกบุคคลหนึ่ง 


ปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือการ "สำส่อน" ของอุปกรณ์ที่ผู้ใช้มักจะนำเจ้าพวกนี้ไปจิ้มกับเครื่องคอมพิวเตอร์มากหน้า หลายตา บางตัวรู้จัก บางตัวไม่รู้จัก และส่วนใหญ่ดำเนินการด้วยความไม่ระวัง ซึ่งสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ที่ตามมาจากพฤติกรรมดังกล่าวก็คือ "การติดเชื้อไวรัสคอมพิวเตอร์"

ต้องยอมรับว่า การแพร่หลายของอุปกรณ์ดังกล่าวนี้เอง ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของแฟลชเมมโมรี่ที่มีอยู่ส่งไวรัส เข้าแทรกแซง เพื่อแพร่กระจายไวรัสไปยังที่ต่างๆ จนในที่สุดถึงขณะนี้เจ้าแฟลชเมมโมรี่ได้กลายเป็นพาหะอันดับหนึ่ง ที่นำเชื้อไวรัสไประบาดทำลายระบบคอมพิวเตอร์มากที่สุด โดยหากให้สุ่มถามผู้ใช้คอมพิวเตอร์เชื่อว่ากว่า ร้อยละ 90 ของคนเหล่านี้ จะต้องมีประสบการณ์ที่แฟลชไดรฟ์ของตัวเองนำไวรัสที่ไม่พึงประสงค์แฝงตัวเข้า มาติดในเครื่องที่ใช้ด้วย

ทั้งนี้ ในปัจจุบันไวรัสที่มาพร้อมกับอุปกรณ์เชื่อมต่อยูเอสบี มักจะเป็นไวรัสที่โปรแกรมจัดการไวรัสตรวจสอบไม่พบและเมื่อไวรัสเข้ามาติดใน เครื่องแล้ว นอกจากทำลายระบบปฏิบัติของเครื่องให้ง่อยเปรี้ยเสียขาแล้ว บางครั้งมันยังเข้ามาควบคุมเครื่องเรา (บ็อตเน็ต) และถูกนำไปใช้ในทางที่มิชอบอย่างอื่น ตามบัญชาของผู้ที่เขียนไวรัสเหล่านี้ขึ้นมา

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เครื่องคอมพิวเตอร์ จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ยูเอสบีเหล่านี้อีก จึงจะขอแนะนำวิธีการป้องกันตัวง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาโปรแกรมฆ่าไวรัสให้เสียเวลา เพียงแค่ใส่ใจและระมัดระวังมันซักนิด เครื่องของคุณก็จะห่างไกลจากไวรัสที่แสนจะอันตราย ที่จะทำให้คุณทั้งเสียเวลาและเสียเงินไปโดยเหตุที่ไม่ควรจะเสีย

ก่อนอื่นต้องเข้าใจกันก่อนว่า โดยปกติไวรัสที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ USB และแฟลชเมมโมรี่นั้น ไม่สามารถที่รันโปรแกรมได้ด้วยตัวเอง ขณะเสียบแฟรชไดรฟ์กับเครื่องคอมฯ ได้ แต่สาเหตุที่ติดก็เพราะความอัจฉริยะของวินโดวน์ที่รองรับระบบ Plug and Play ซึ่งพร้อมที่ทำการ Autorun ทุกอุปกรณ์ที่เข้ามาติดต่อตัวเครื่องคอมฯ ซึ่งตัวนี้เป็นจุดอ่อนที่ผู้เขียนไวรัสนำมันมาใช้เป็นตัวเปิดโปรแกรม นั้นก็คือไฟล์ที่ชื่อว่า Autorun.inf ดังนั้น เพียงแค่เสียบอุปกรณ์เข้าไปและเครื่องทำการออโตรันอุปกรณ์ก็ติดแล้ว และวิธีอีกประการหนึ่งที่ทำให้เราติดไวรัสก็คือ การดับเบิลคลิกไปที่โฟลเดอร์ไวรัส ซึ่งพักหลังๆ จะเห็นว่าผู้พัฒนาไวรัสแยบบลมากขึ้น โดยสั่งการให้ไวรัสทำการก๊อบปี้ตัวเองเป็นไฟล์หรือโฟลเดอร์งานของเรา และหลอกเราให้ไปดับเบิลคลิกที่งานชื่อนั้น ซึ่งหากคลิกไปแล้วเจ้าไวรัสตัวร้ายก็จะมุ่งเข้ามาในระบบคอมพิวเตอร์ของเรา ทันที

เมื่อทราบถึงปัญหาแล้วก็จะพบว่าเจ้า Autorun เป็นตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ซึ่งสามารถชี้ขาดชะตาของเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้เลย ซึ่งหากเปรียบ Autorun เป็นนายด่านเราก็ต้องสั่งการให้นายด่านคนนี้ จะต้องทำการสกรีนทุกสิ่งทุกอย่าง ก่อนที่จะปล่อยสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่เมืองของเรา นั่นก็หมายถึงผู้ใช้หรือเจ้าเมืองจะต้องทำการหยุดการ Autoplay การทำงานของ Autorun ก่อน ทั้งนี้เพื่อบล็อกสิ่งแปลกปลอมที่อาจจะแฝงเข้ามา

สำหรับวิธีการหยุด Auto play ก็เริ่มจาก 1.ไปที่ Start > Run แล้วพิมพ์ว่า gpedit.msc กด OK ก็จะได้หน้าต่าง Group Policy ขึ้นมา 2.จากหน้าต่าง Group Policy ก็ให้เข้าไปตามเส้นทางนี้ User Configuration > Administrative Templates > System 3.จากนั้นจะปรากฏข้อความที่หน้าต่าง ให้เราเลือกดับเบิลคลิกคำว่า Turn off Autoplay และ 4.ในหน้าต่างให้ใส่ดังนี้ 4.1 ตรง Option Button เลือกเป็น Enable 4.2 ใน list Box ให้เลือกเป็น All Drive เสร็จแล้วกด Apply และ OK

เท่านี้ก็สามารถหยุดการรันคำสั่งเรียกไวรัสได้แล้ว แต่ถึงขั้นนี้อย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะหากไวรัสมันยังอยู่ในอุปกรณ์มันก็ยังเป็นอันตรายอยู่ โดยไฟล์ของไวรัสเหล่านี้มันมักจะซ่อนอยู่ โดยปกติจะมองไม่เห็น แต่หากอยากจะเห็นก็จะต้องแก้ไขตามนี้ คือ 1.ไปที่ start > Control Panel > Folder Option 2.ที่หัวข้อ Hidden Files and Folders ให้เลือกเป็น "show all hidden files and folders" 3.ติ๊กถูกที่ "Display the contents of system Folders"

4.ติ๊กเอาเครื่องหมายถูกตรง "Hide extensions for know file types" ออก

5.ติ๊กเอาเครื่องหมายถูกตรง "Hide protected operating system files (Recommended)" ออก แค่นี้เราก็สามารถหาตัวเจ้าไวรัสที่ซ่อนอยู่ ซึ่งการตรวจพบก็ง่ายมากเพียงไปที่อุปกรณ์ที่เราจะเลือก จากนั้นแค่เพียงคลิกขวาและเลือก Explore แทนที่จะใช้ดับเบิลคลิกที่ไดรฟ์ ซึ่งวีธีการนี้เป็นการหนี autorun ที่ใช้ดับเบิลคลิกได้ จากนั้นก็จะเห็นไฟล์และโฟลเดอร์จางๆ ซึ่งหากเลือกดูในมุมมอง details พบว่า เจ้าตัวที่จางๆ มีสถานะเป็น application ก็จัดการลบได้เลย โดยการกด Shift+Delete เท่านี้ก็เรียบร้อย

อย่างไรก็ดีหากลบหมดแล้ว เพื่อความสบายใจจะฟอร์แมตตัวแฟลชไดรฟ์ใหม่ก็ไม่มีใครว่า และคราวหลังหากต้องนำอุปกรณ์ต่อเชื่อมแบบยูเอสบีมาใช้อีก ก็ขอแค่อย่าลืมตัวดับเบิลคลิกและให้หันมาใช้คลิกขวา เลือก Explore แทนวิธีการนี้จะปลอดภัยกว่า ซึ่งหากปฏิบัติตามขั้นตอนที่ให้มานี้ เชื่อว่าจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคอมพิวเตอร์ของคุณเป็นอย่างดี.

 

ที่มา - blue-first.com

เจอ presentation อันนี้มาครับ >> 8 hours of battery life on your lap(top) เลยสรุปให้ดูกัน

รายการอุปกรณ์ที่กินไฟในเครื่อง เรียงจากมากไปน้อยนะครับ กับแนวทางปรับปรุงเพื่อให้ใช้แบตได้นานสุด

1.จอ : ถ้าไม่จำเป็นให้หรี่ให้ต่ำสุดที่ใช้งานได้ครับ, ถ้าซื้อใหม่ก็เลือกจอขนาดเล็กไว้ก่อน
2.USB : ไม่เสียบอุปกรณ์ถ้าไม่จำเป็น ใช้ trackpoint แทน mouse ด้วย
3.HDD : เพิ่ม RAM เพื่อลด swap activities
4.Wifi : ปิดเมื่อไม่ใช้
5.Video : ลด res & color depth (ผมว่าอย่าดีกว่า ~.~)
6.LAN : ไม่เสียบสายเมื่อไม่ใช้
7.Sound : disable sound driver เมื่อไม่ใช้ (ผมว่าอย่าดีกว่า ~.~)
8.Thermal : ใช้ TPfancontrol เพื่อควบคุมพัดลมให้เหมาะสม ของผมใช้โปรแกรม Notebook Hardware Control กำหนด Vcore ของ CPU ให้ต่ำกว่า spec เพื่อลดความร้อนด้วยครับ ^^)v

หลักๆคงจะมีเท่านี้ นอกนั้นจะเป็นเรื่องของ software แล้วละครับที่ว่ากิน CPU หรือใช้ HDD เยอะแค่ไหน

ลอง ดูเป็นไอเดียครับ เผื่อจะใช้แบตได้นาน 8 ชม.อย่างเจ้า X series มั่ง จะได้ไม่ต้องคอยหิ้ว adapter มองหาปลั๊กเวลาใช้นอกสถานที่ แต่ขนาด T42 ผมสุดๆจริงๆก็ยังได้ 6 ชม.กว่าเชียวนา หุหุ

 

ที่มา - thaithinkpad.com

ปีเตอร์ รีดบอกว่าบอลไทยจะไปบอลโลกได้ในปี 2014 หลายคนอาจหัวเราะ แต่ว่าถ้าเปลี่ยนมาเป็นไอทีไทยล่ะ อนาคตของมันเป็นไปในทางเดียวกันหรือเปล่า?

ในบทความ 3 ปีกับประสบการณ์ที่ได้จากการทำ Blognone ผมเขียนไว้ว่าวิสัยทัศน์ของ Blognone มีสามอย่าง

  • เป็นเว็บข่าวไอทีที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับ
  • สร้างโมเดลธุรกิจที่เลี้ยงตัวเองได้
  • เป็นแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไอทีของประเทศ

เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปี ผมคิดว่าได้เวลากลับมาทบทวนเป้าหมายนี้อีกครั้ง และถึงเวลาที่เราต้องกลับมาใคร่ครวญวิสัยทัศน์ข้อสุดท้ายอย่างจริงจังกัน เสียที

ผมคิดว่าคงไม่มีคนอ่าน Blognone คนไหนที่ไม่อยากเห็นอุตสาหกรรมไอทีพัฒนา ก้าวไกล และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ แน่นอนว่าปัญหาของอุตสาหกรรมไอทีไทยมีมากมาย แต่เรื่องที่น่าเศร้าคือเรามักเห็นโซลูชันดังต่อไปนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่เสมอ

  • กระทรวงไอซีทีห่วย ไม่รู้เรื่องไอที ผู้บริหารไม่ใช้อีเมล
  • ระบบการศึกษาไทยห่วย เด็กไทยจบออกมาแล้วไม่ได้เรื่อง ต้องปฏิรูปการศึกษา
  • คนไทยไม่เก่งภาษาอังกฤษ ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ ทำไมต้องทำตามฝรั่ง
  • เราจะโดนเวียดนามแซงแล้ว
  • นักการเมืองโกงกิน
  • ฯลฯ

ที่ผมบอกว่าน่าเศร้าไม่ใช่ว่าเรามองไม่เห็นปัญหาหรือทางแก้ แต่ว่าทางแก้ที่พวกเรามักพูดถึงกัน ไม่มีทางไหนเลยที่เราคิดจะแก้ไขกันด้วยตัวเอง มีแต่รอความหวังลมๆ แล้งๆ จากกระทรวงไอซีที กระทรวงการศึกษา นักการเมือง (ที่พวกเราบอกว่าห่วย) ทั้งนั้น

ผมเคยคิดแบบเดียวกันนี้ และเคยเข้าไปมีส่วนร่วมในหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบปัญหาเหล่านี้ตรงๆ ประสบการณ์การทำงานในหน่วยงานรัฐสอนผมให้รู้ซึ้งว่า อย่าคิดพึ่งพาหน่วยงานรัฐเลย มันไม่ได้ผลและไม่มีวันได้ผล (ด้วยปัญหาและข้อจำกัดของหน่วยงานรัฐที่เราทราบกันดีอยู่แล้ว) ถ้าอยากได้อะไร มีทางเดียวเท่านั้นคือต้องทำเอง

ดังนั้นเพื่อค้นหาทางออกของอุตสาหกรรมไอทีไทย และสร้างค่านิยม “อยากได้ต้องทำเอง” ให้แพร่หลาย ผมจึงขอชักชวนผู้อ่าน Blognone ทุกท่าน ร่วมเสนอไอเดียที่ทำได้จริงในทางปฏิบัติ และถกกันว่าข้อดีข้อเสีย อุปสรรคและทางแก้ไขของแต่ละไอเดียเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นก้าวแรกของการปฏิรูปอุตสาหกรรมไอทีที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวของเรา เอง

ผมเชื่อว่าด้วยความหลากหลายและความเชี่ยวชาญของชุมชน Blognone การแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย

(อ่าน Ask Blognone ตอนเก่า: ถ้าคุณได้เป็นรัฐมนตรี ICT….. และ ระบบโครงสร้างไอทีแห่งชาติ ถนนสู่อนาคตเทคโนโลยีไทย ประกอบ)

 

อ่าน Comment - Comment

ที่มา - Blognone

edit @ 30 Jul 2008 11:03:53 by rbusosk

ผลสำรวจรายได้ของชาวไอทีภายในภูมิภาคเอเชียโดย ZDNet Asia ปี 2008 พบว่างานทางด้านไอทียังคงมีรายได้ที่สูงอย่างต่อเนื่อง โดยหากวัดจากรายได้ต่อปีแล้ว ฮ่องกงยังคงเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยสิงคโปร์, ไทย, มาเลเซีย, อินเดีย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียตามลำดับ (ไม่มีเวียดนามแฮะ)

โดยธุรกิจที่มีอัตราจ้างงานสูงสุดคือ การธนาคาร การเงิน สื่อสารและบริษัทไอทีโดยตรง ที่น่าสนใจคือจากผลวิจัยพบว่า ผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า 5 ปีขึ้นไปจะมีรายได้ห่างจากเด็กที่จบใหม่กว่าเท่าตัว ซึ่งมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆมา นั่นอาจเป็นเพราะเด็กที่จบใหม่ในเมืองไทยยังไม่สามารถทำงานได้ทันที จะต้องผ่านการเทรนอีกพอสมควร รวมทั้ง certified ต่างๆเริ่มมีผลในการเลือกพนักงานเข้าทำงานมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สถิติอื่นๆที่น่าสนใจเฉพาะในเมืองไทย

  • 40.6% มี Certified อย่างน้อยหนึ่งใบ
  • MCP เป็น Certified ยอดฮิตในเมืองไทย ตามมาด้วย CCNA, MCSE, SCJP ตามลำดับ
  • 93.2% ของพนักงานไอทีเมืองไทยทำงานแบบเต็มเวลา
  • พนักงานแบบ Outsource และ Contract จะมีรายได้มากกว่าพนักงานประจำประมาณ 25-30%
  • ค่าจ้างโปรแกรมเมอร์ชาวสิงคโปร์ 1 คน สามารถจ้างโปรแกรมเมอร์ชาวไทยได้ 2 คน
  • ในขณะที่ค่าจ้างโปรแกรมเมอร์ชาวไทย 2 คน สามารถจ้างโปรแกรมเมอร์ชาวอินเดียได้ 3 คน

โดยรวม รายได้ของชาวไอทีในเมืองไทยในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียงน้อยนิด โดยคาดว่ามีผลกระทบมาจากเศรษฐกิจ การเมือง การเข้ามาลงทุนจากบริษัทต่างชาติ รวมทั้งความต้องการจ้างงานที่ลดลง

ที่มา - IT Employment Trends 2008 : ZDNet Asia

จาก - blognone.com